Category: konkhangwat

21
Dec

คอลัมน์”คนข้างวัด” :ว่างเพื่อวาง

ว่างเพื่อวาง ณ ริมแม่น้ำ เมืองโบราณฟ่งหวง (เมืองหงส์) เขตปกครองตนเองของชนเผ่าน้อยถู่เจียง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของมณฑลหูหนาน เมืองโบราณหงส์นี้ตั้งอยู่กลางหุบเขาและมีแม่น้ำถั่วเจียง แม่น้ำที่ใสสะอาดไหลผ่าน สองฝั่งแม่น้ำมีบ้านแบบโบราณที่ยกพื้นสูงเรียงรายกันบนริมแม่น้ำ เป็นภาพที่สวยงาม ได้มีโอกาสไปนั่งชื่นชมดื่มด่ำจนกลายเป็น ‘พื้นที่’ ที่เอื้อต่อการครุ่นคิดทบทวนถึงสิ่งต่าง ๆ การใคร่ครวญชีวิต เป็นหนังสือประเภทที่จะหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อต้องการขบคิดถึงอะไรบางอย่าง เป็นทัศนียภาพที่ปลอดโปร่งโล่งกว้างพอจะหาคำตอบได้ และตรงนั้นเองจึงเป็นที่มาของการทบทวนชีวิตที่กำลังจะผ่านพ้นไปอีกหนึ่งรอบปี พื้นที่ชีวิตเรามีที่วางเพิ่มขึ้นหรือรกรุงรังมากกว่าเดิม มีการจัดระเบียบของวิถีชีวิตเพื่อตัวเองหรือเพื่อผู้อื่นบ้างมากน้อยแค่ไหน??? สายน้ำไหลผ่าน สายน้ำที่ใสสะอาดแห่งนี้เป็นเงาสะท้อนให้ย้อนถึงความงามของวันเวลา สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

14
Dec

คอลัมน์”คนข้างวัด” : ผ่านสู่ความชื่นชม

ผ่านสู่ความชื่นชม เราเห็น เราชื่นชมวิธีการพัฒนาของผู้อื่น เราก็ต้องมาย้อนถามว่า วันเวลาผันเปลี่ยน โลกเปลี่ยนแปลงไป เราได้เตรียมตัวเตรียมใจ ฝึกฝนตัวตนเพื่อสร้างความชื่นชมยินดีให้กับผู้ใดบ้าง หรือเรายังจมอยู่ในโลกส่วนตัว คิดเห็นแต่ตนเองฝ่ายเดียวอยู่หรือเปล่า โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจที่จะเอาวัฒนธรรมและธรรมชาติของท้องถิ่น น้ำใจของชุมชนมาผสมผสานกับความสร้างสรรค์ยุคใหม่ ความชื่นชมยินดีนั้นจะสมบูรณ์ต้องมาจากกลุ่มชน มิใช่เพียงแค่ลำพังคนเดียว…. สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่    www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

10
Dec

คอลัมน์”คนข้างวัด” : เวลาแห่งรัก

เวลาแห่งรัก มีความรู้สึกว่าเราเพิ่งฉลองคริสต์มาสผ่านมาเอง แป๊บเดียวเรากำลังจะฉลองกันอีกแล้วหรือ??? วันเวลาผ่านมาแล้วผ่านไปรวดเร็ว เร็วจนหลงลืมบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างหลัง เดือนสุดท้ายของปีวนเวียนมาอีกรอบ สิ่งต่าง ๆ รอบข้างกายเปลี่ยนแปลงไป มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น เปลี่ยนเร็วจนไม่มีเวลาจะจดจำของเก่าก่อน ทุกสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนไป แต่หัวใจคนเรานั้นมั่นคงเปลี่ยนไปหรือไม่ สำหรับผู้ที่ยึดมั่นในหนทางธรรมมีความดีเป็นเข็มทิศ แม้จะมีสิ่งเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดก็มิอาจจะหวั่นไหว และมักจะหวนกลับไปสำรวจตรวจสอบตัวตนเสมอ ๆ ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่” ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังคงต้องสำรวจ เรามีเวลา 70-80 ปี บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย การสำรวจไม่ได้แปลว่า   จะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง   แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันระหว่างทาง การสำรวจเส้นทางนี้คือ “การใช้ชีวิต” นั่นเอง สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่    www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

30
Nov

คอลัมน์”คนข้างวัด” : เราได้อะไรเมื่อพ่อจากไป

เราได้อะไรเมื่อพ่อจากไป ความสุขของเราชาวคาทอลิก โดยเฉพาะพวกเราชาวเซนต์หลุยส์ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดบริเวณรอบวัดของเรา ขอให้เป็นความสุขที่จะนำความชื่นชมยินดี ที่จะนำพระพรที่เราได้รับมาเป็นกำลังใจให้เราก้าวไปในหนทางแห่งความดีงามตลอดไป หลายคนตื่นแต่เช้า อดทนต่อแดดลมร้อนอย่างไม่ท้อถอย หลายคนกระตือรือร้นในการลงทะเบียนและเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หลายคนทำงานอย่างหนักเพื่อให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปอย่างราบรื่น ในความความสมบูรณ์ที่เราคิดไว้ก็มีความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นได้เสมอ จากความกระตือรือร้นของบางคนกลับนำความเห็นแก่ตัวที่เอาเปรียบ เบียดบังโอกาสของผู้อื่นมาแทนที่ จะโดยเหตุผลเพียงเพื่ออยากจะเห็นพระองค์ให้ชัด อยากจะได้รูปพระองค์ท่าน อยากจะสัมผัส อยากจะเซลฟี่โชว์เพื่อน ๆ บางทีก็ทำให้ความสุขมวลรวมลดลงไปบ้าง ทั้งหลายทั้งปวงก็ถูกทลายลงด้วยรอยยิ้มของบิดาผู้น่ารักของพวกเรา ขณะทรงบนรถยิ้มแย้มหันซ้ายขวา โบกพระหัตถ์ไปมา เพื่อเราลูก ๆ ทุกคน เราควรนำไปไตร่ตรองเพื่อให้ชีวิตของเราที่ได้เห็นตัวแทนพระคริสต์บนโลกนี้และจะได้ทำตามที่ท่านได้ฝากคำสอนไว้ เพื่อว่าเราจะได้มีอะไรมาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณบ้างในวันที่พ่อผู้นำจิตวิญญาณกลับไปสู่วาติกันแล้ว อย่าลืมว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คือจิตวิญญาณความเป็นไทย อย่าให้ความสมัยใหม่เอาความเห็นแก่ตัวเข้าครอบครอง   สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่    www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด  

23
Nov

คอลัมน์”คนข้างวัด” : วินาทีแห่งความเป็นมนุษย์

วินาทีแห่งความเป็นมนุษย์ ในทุกวันนี้เรากำลังถูกเครื่องมือสมัยใหม่เข้าครอบงำวิถีชีวิต ทำอะไรก็ต้องมีตัวช่วย จนบางครั้งทำอะไรกันไม่เป็นเลย เราคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่เหลียวแล แต่เรียกร้อง ไม่ใส่ใจ แต่สะใจ ไม่มีเมตตา แต่มีอัตตา การเสด็จมาของสมเด็จพระสันตะปาปา บิดาที่รักยิ่งของเราได้นำแบบอย่างมาให้ซึ่งสำคัญมากกว่าการได้เห็นพระองค์ได้สัมผัสพระองค์เสียอีก ก่อนหน้าที่พระองค์จะเริ่มเดินทางเพียงวันเดียว (18 พ.ย.2019) พระองค์ทรงเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คนยากจนและคนไร้บ้าน 1,500 คน ซึ่งเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2017 พระองค์ประกาศให้เป็นวันความยากจนโลก อาหารดี ๆ ถูกนำมาเสิร์ฟในห้องประชุมขนาดใหญ่ของวาติกัน นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครจากองค์กรการกุศลต่าง ๆ มาช่วยงานอีกด้วย ก่อนหน้านี้มีการตั้งคลินิกเคลื่อนที่ในบริเวณจัตุรัสมหาวิหารนักบุญเปโตร เพื่อตรวจสุขภาพแก่คนยากจนและคนไร้บ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ พร้อมทรงขอร้องให้คริสตชนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พระองค์เคยตรัสไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า “การจะรักคนอื่นเหมือนที่พระเยซูเจ้ารักและสอน เราต้องทำตามแบบอย่างของพระองค์ นั่นคือ เราต้องเดินบนหนทางของการกำจัดความเห็นแก่ตัวออกไปจากตัวเอง เมื่อกำจัดมันออกไปแล้ว เราก็ต้องออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะความรักแบบคริสตชนคือความรักที่จับต้องได้ ไม่ใช่ความรักที่เลื่อนลอย  สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่  www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

16
Nov

คอลัมน์”คนข้างวัด” : เก็บเกี่ยวความรู้สึก

เก็บเกี่ยวความรู้สึก ในขณะที่เดินทางเพื่อทำกิจวัตรในทุกเช้า หลายครั้งเริ่มเห็นคนหน้าตาเดิม ๆ เดินทางร่วมกันบนเส้นทางเดียวกัน บางคนเดินสวนกัน แต่เราไม่เคยพูดคุยกัน นี่คือวิถีคนเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมี ที่พ้นผ่านไปโดยมิได้รู้สึกรู้สาต่อกัน จนกลายเป็นนิสัยที่เรามักไม่ค่อยจะใยดีต่อผู้คนรอบข้าง เรามักจะอยู่ในโลกของเรา ขึ้นรถได้ก็เอามือถือมาถูไถ เอาหูฟังมาสวมใส่ ตาก็จ้องมองดูโลกกว้างบนจอเล็ก ๆ ต่างคนต่างไม่เคยมองหน้ากลัวจะมีเรื่อง นานวันเข้าเราก็เริ่มที่จะไร้ความรู้สึกต่อคนที่อยู่ตรงหน้า ไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริง พูดคุยได้แสดงความรู้สึกแบบฉาบฉวยได้อย่างไม่เคอะเขินในที่แห่งหนนั้นบนอากาศ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเราต่างคนต่างทิ้งขว้างความเมตตา ทิ้งขว้างน้ำใจดีต่อกัน เกิดความระแวงว่าคนนั้นจะคิดไม่ดีต่อเรา มองเราในแง่ไม่ดี จนบางครั้งต้องทำตัวอย่าไปแคร์คนอื่น ช่างเขาเถอะ เพื่อความสบายใจ กระแสสังคมกดดันให้เราต้องต่างคนต่างอยู่ อย่าไปวุ่นวายต่อกัน(บางกรณีถือเป็นเรื่องที่ควรทำ) แต่วันนี้เราเป็นแบบนี้กันทุกครั้งทุกกรณีไปจนหัวใจไร้ความรักไร้รากแห่งเมตตาไปเสียแล้ว….. “การเป็นคนอารมณ์ดีถือว่าเราได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้า พ่อสวดขอพระเจ้าทุกวันให้พ่อเป็นคนอารมณ์ดี พ่อสวดบทภาวนาของนักบุญโทมัส มอร์ ด้วยนะที่สวดว่า “โปรดประทานให้ลูกเป็นคนขำขันอารมณ์ดี” พ่อสวดขอพระเจ้าโปรดช่วยให้พ่อหัวเราะบ่อย ๆ เวลามีคนมาเล่าเรื่องตลกให้ฟัง เพราะการเป็นคนอารมณ์ดีคือคติในการดำเนินชีวิตของพ่อด้วย” “พ่อเป็นภูมิแพ้พวกประจบสอพลอ มันเป็นโดยธรรมชาติเลยนะ! การประจบไม่ใช่เรื่องดี การประจบคนอื่นคือการใช้คนอื่นเพื่อปกปิดความต้องการแท้จริงของเราในการได้รับอะไรบางอย่าง น่าละอายมาก … ส่วนเรื่องการพูดจาให้ร้ายตัวพ่อหน่ะหรือ พ่อรับได้ เพราะพ่อเป็นคนบาป พ่อรู้ตัว เวลาคนใส่ร้ายหรือนินทาพ่อ มันไม่ทำให้พ่อกังวลหรอกนะ”คำสัมภาษณ์สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่    www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

09
Nov

คอลัมน์”คนข้างวัด” : ยุคเรียบไม่ง่าย

ยุคเรียบไม่ง่าย การเตรียมต้อนรับองค์สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ที่กำลังจะมาเยือนประเทศไทยเรานี้ ส่วนตัวเราแต่ละคนได้เตรียมจิตใจด้วยความเรียบง่ายแค่ไหน หรือเราต่างกดดันกันและกัน เพื่อให้ได้ที่นั่งดีที่สุด เพื่อสะดวกสบายที่สุด และต้องให้ได้อย่างที่เราหวัง อย่าลืมว่า ยังมีคนเบื้องหลัง ที่ทำงานเงียบ ๆ เรียบ ๆ ง่าย ๆ เพื่อให้การณ์นี้สำเร็จอีกหลายคน และอีกหลายคนก็มิได้หวังจะได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีที่สุด หวังเพียงความสุขใจในการทำงานเพื่อคนอื่น โปรดจำไว้ว่า ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุด ตามที่พระเจ้าปรารถนา สิ่งที่ดีงามย่อมเกิดขึ้นเสมอ  สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่    www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

02
Nov

คอลัมน์”คนข้างวัด” : หลายครั้งความจำเสื่อม

หลายครั้งความจำเสื่อม เราเห็นข่าวแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นที่นั่นที่นี่บนโลกออนไลน์ทุกวัน โลกไซเบอร์ที่บอกความจริง ที่หาข้อเท็จจริงได้ง่ายกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่หลายคนเลือกเอาความลวงมาประโลม และก็ตกเป็นเหยื่อแห่งความโลภ เพราะเพียงแค่หวังว่าจะรวย เผื่อว่าจะได้เม็ดเงินก้อนโตที่ลงทุนก่อนได้ก่อน แล้วเลิกก่อน ใครลุกช้าจ่ายรอบวง ใช้เงินต่อเงิน ใช้โลภต่อลวง สุดท้ายต่างคนต่างลุกวิ่งมาร้องขอความยุติธรรม ผ่านไปกี่สิบปี โลกวิวัฒน์สุดล้ำ การแฉกลโกงกลลวงให้รู้มีให้เห็นให้ดูให้รู้ แต่ก็ยังมีคนแบบเดิม ๆ หลงเชื่อตามคำเชิญชวนเกิดตามมา กาลเวลาผ่านไป เทคโนโลยีล้ำสมัยก็มิอาจจะทำลายความโลภลงได้ ในยุคที่เทคโนโลยีให้เราเรียนรู้กลโกงของคนอื่นได้ เราก็ยังชอบที่จะลงไปเสี่ยงดูเผื่อได้ เผื่อฟลุ๊ค ตรงเผื่อนี่แหละคือความโลภ เหมือนเราดูการเล่นมายากล รู้ทั้งรู้ว่าหลอกแต่ก็ยังชอบดู และพยายามจับผิดซึ่งก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้ง เช่นกัน ทุกศาสดาที่บรรลุธรรมมีคำสอนให้เรารู้จักหลีกหนีความโลภ แต่ก็มีศาสนิกมากมายไม่สามารถรอดพ้นบ่วงลวงนี้ได้ สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่   www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด