คอลัมน์"คนข้างวัด"

ให้เห็นเป็นประจักษ์

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณวัดเซนต์หลุยส์ที่ได้มอบโอกาสดี ๆ ให้ได้ขีดเขียนบทความลงสารวัดเป็นประจำ เหลียวหลังไปมองผ่านมาร่วม ๆ 20 ปีเข้าไปแล้ว ขอบคุณผู้อ่านผู้ติดตามทุก ๆ ท่าน ขอบคุณที่ให้มีพื้นที่ได้แบ่งปันความคิด ทัศนคติ ผ่านตัวอักษร แม้ว่าบางเรื่องบางบทอาจจะเขียนไปด้วยความรู้สึกส่วนตัวบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกบทความล้วนมาจากความตั้งใจที่จะแบ่งปัน ที่จะช่วยให้ผู้อ่านผู้ติดตามได้แง่คิด สะกิดให้ช่วยกันสร้างความดีงาม และสำคัญสุดทุกสิ่งที่ขีดเขียนเหมือนได้สอนตัวเอง เตือนตนว่าต้องพยายามทำในสิ่งที่เขียนไว้ให้ได้ด้วย แม้จะไม่มีใครเห็นแต่เราเห็น รู้ด้วยตัวเอง และแน่นอนพระเจ้าย่อมรับรู้ทุกสิ่งที่เราทำเสมอด้วยเช่นกัน...

และแล้ววันหยุดพักผ่อนช่วงรอยต่อปีก็ผ่านพ้นไป เริ่มต้นสู่ปีใหม่กับภารกิจเดิม ๆ เพิ่มเติมด้วยข้อตั้งใจใหม่เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น อะไรที่ตั้งมั่นตั้งเป้าหมายไว้อย่าได้ลืมเลือนเตือนตนบ่อย ๆ อย่าได้คล้อยไปกับนิสัยประจำ ยิ่งหากเรามีความรู้สึกว่านับวันเรายิ่งเห็นวันเวลาผ่านไปเร็ว และรู้สึกเฉย ๆ กับทุกช่วงเทศกาล เรายิ่งต้องตระหนักว่า เวลาเราก็ลดน้อยลงไปทุกที ๆ ต้องรู้จักที่จะทำตัวให้อ่อนน้อมยอมรับต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว อย่าพยายามหาเหตุและผลแอบอ้างเข้าข้างตัวเองให้มากนัก ฟังคนอื่น รับคำเตือน นิ่งและพิจารณาความเหมาะความควร เพื่อให้ชีวิตที่เหลือน้อยลงมีคุณค่าคู่ควรให้ผู้คนได้จดจำ ทำความดีเพื่อส่วนรวม เคารพต่อทุกสิ่งสร้าง เราจะได้ไม่เป็นผู้อ้างว้างในวันข้างหน้า 

 สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่

www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

คอลัมน์"คนข้างวัด"

ดอกงามยามร่วงหล่น

ในวันข้ามปีคนดีจากลาโลกนี้ไปอีกหนึ่งท่าน ทันทีที่ตื่นมารับวันใหม่ของปีใหม่กับข่าวการจากไปของคุณพ่อที่เคารพรักยิ่ง คุณพ่อโรแบรต์ โกสเต ผู้ซึ่งเป็นมิชชันนารีที่พลีตนเดินทางมารับใช้ ประกาศข่าวดีด้วยการทำกิจการดี ๆ ให้กับชาวไทยทางภาคอิสานตลอดมา คุณพ่อผู้ที่ศึกษาบันทึกประวัติศาสตร์คาทอลิกไทยและลาวผ่านตัวอักษร คุณพ่อผู้ที่ทำให้มีหนังสือคำสอนที่มีคุณค่า สร้างความเข้าใจในพระวาจาและพระคัมภีร์ บัดนี้พ่อจากลาไปอย่างสงบและสง่ายิ่ง แม้กายจากไปแต่กิจการแห่งพระคริสต์ยังคงอยู่ กายโบยบินแต่อักษรคงเป็นนิรันดร์

ในเช้าวันนั้นจึงเป็นเช้าที่จิตใจมีสันติยิ่งนัก หลังจากมาร่วมพิธีมิสซารับพรปีใหม่ และได้สวดภาวนาให้แด่ดวงวิญญาณของคุณพ่อถึงจะห่างไกลกัน ความสัมพันธ์ในพระคริสต์จึงทำให้เกิดความใกล้ชิด และก่อนจะเดินทางกลับบ้านไปพักผ่อนได้เห็นต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ตรงลานจอดรถข้างวัดต้นหนึ่ง เด่นเป็นสง่าดอกสีม่วงแกลมชมพูกำลังร่วงหล่นลงบนพื้น จากพื้นคอนกรีตที่แข็งแกร่ง บัดนี้ดูงดงามอ่อนช้อยเพราะเต็มไปด้วยดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ลงมานอนนิ่ง ความนิ่งนั้นทำให้เกิดความทรงจำงดงาม แม้สภาพภายนอกที่อีกไม่กี่ชั่วโมงดอกนั้นจะเปื่อยเน่าไปก็ตาม การเกิดและผลิดอกว่าสวยแล้ว ยามช่วงเวลากำลังลอยละล่องร่วงหล่นสู่พื้นนั้นงดงามยิ่งกว่า ใช่หรือไม่ หากในชีวิตจริงของเรา ในทุกวันเวลาต่างผลิดอกใบแห่งความดี ในวันที่เรากลับคืนสู่นิรันดร์นั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ความดีของเราจะขจรขจายขยายไปทั่วในใจคน

 (สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่)   

www.konkhangwat.blogspot.com, www.facebook.com/คนข้างวัด

คอลัมน์"คนข้างวัด"

คลายใจกายสบาย

 

สภาวะความเครียดเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในความเครียดแล้ว เราต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง โดยการพยายามไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในความเครียดนานจนเกินไป เพราะความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีที่เหมือนฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่นำพาเชื้อโรคร้ายทำลายทั้งสุขภาพใจและสุขภาพกายของเรา เมื่อกายกระทบใจก็กระเทือน เราต้องย้ำเตือนตนให้รู้จักที่จะเลิกแบกภาระลงบ้าง แล้วหันมาหาพระ ทำใจให้อ่อนโยน ทำชีวิตเราให้มีความเมตตาแม้จะทำไม่ได้ดีในทีเดียวก็หมั่นทำบ่อย ๆ ใจคลายกายสบาย เราสุขโลกก็สันติ...

 

สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ 

www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

คอลัมน์"คนข้างวัด"

เมืองม่านหมอก

ในปัญหานี้เราได้รับบทเรียนหลายอย่าง ใช่หรือเปล่า เราเคยได้ยินมาว่าในโลกนี้คนเรามักใส่หน้ากากเข้าหากัน ไร้ความจริงใจต่อกัน มาวันนี้เราจำเป็นต้องใส่หน้ากากคุยกัน เราจำต้องสวมหน้ากากปกปิดเพื่อให้ชีวิตปลอดภัยขึ้น บางทีข้อดีของการใส่หน้ากากก็คือการคัดกรองสิ่งที่ไม่ดีไม่งามออกจากชีวิตเราได้เช่นกัน ในทุกเรื่องจึงมีสองด้านเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะนำมาเรียนรู้อย่างไร? ในความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน “หน้ากาก” ที่เป็นนามธรรมนั้นเราไม่ควรที่จะสวมใส่เข้าหากัน แต่เราควรที่จะใส่ใจกันอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อกัน ไม่โกหกหลอกลวง การคบหาสมาคมต้องเต็มไปด้วยหัวใจและความจริงที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน ที่จะนำไปสู่ความรักและการให้อภัยกัน ในโลกที่แข่งขันเราก็ไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับใครในทุกสนาม ในความเป็นจริงเราต้องสวมใส่หน้าของพระผู้ทรงธรรม พระผู้เป็นองค์แห่งความรักและความดีงามเพื่อกรองความเป็นมลพิษทางจิตวิญญาณ ที่บางสิ่งบางอย่างแม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ค่อย ๆ สะสมจนทำให้เกิดโรคร้ายภายในฝ่ายจิตวิญญาณได้ ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความโกรธ เกลียด สิ่งเหล่านี้หากเข้าไปในชีวิตเรามาก ๆ ไม่นาน เราก็จะกลายเป็นคนป่วยที่ไร้ความสุขในชีวิต

 สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ 

www.konkhangwat.blogspot.com  www.facebook.com/คนข้างวัด

 

คอลัมน์"คนข้างวัด"

เหมือนโดนทำร้าย

ในวาระ 350 ปีแห่งหยาดเหงื่อและโลหิตของบรรดามิชชันนารี เราจะต้องทำอะไรเพื่อเป็นการตอบแทนได้บ้าง เราต้องไม่ทำร้ายความเชื่อที่พวกท่านปลูกฝังไว้ เราต้องไม่สร้างรอยช้ำในใจให้แก่กันและกัน ต้องเป็นประจักษ์พยานยืนยันตัวตนคนกระทำดี นี่จึงเป็นสิ่งที่ได้ร่วมสานต่อความรักแห่งพระคริสต์ เราต้องให้ทุกคนรู้และเห็นถึงความเป็นคริสตชนนั้นต้องไม่ทำร้ายใคร ต้องพร้อมช่วยเหลือในทุกกรณี ต้องมีใจรักและเมตตาต่อกัน ต้องอ่อนน้อมยอมรับฟังคนอื่นอย่ายืนในจุดที่เราคิดว่าเราเก่งเราถูกต้องเสมอไป หากเราไม่คิดทำร้ายใคร ผู้ใดจะมาทำร้ายเราก็ไม่เป็นผล ไม่ใช่เรื่องยากลำบากที่จะร่วมกันเฉลิมฉลองปีแห่งความเชื่อ 350 ปีมิสซังสยามนี้ด้วยกิจการที่เป็นรูปธรรมที่ต้องปรากฏในทุกวันเวลา

 

สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ 

www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด

Page 1 of 3