คุณพ่อปลัด

"สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์...พระคริสต์แสดงองค์  เราก็แสดงความรักของพระองค์"

 

            เยรูซาเล็มเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด จงฉายแสงเจิดจ้า เพราะความสว่างของเจ้ามาแล้ว พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าทอแสงเหนือเจ้า  ดูซิ ความมืดปกคลุมแผ่นดิน และความมืดทึบปกคลุมประชาชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงทอแสงเหนือเจ้า ทุกคนจะเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์เหนือเจ้า  นานาชาติจะเดินมาหาความสว่างของเจ้า...... และจะสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งหลาย (เทียบ อสย 60:1-3,6)

          เทศกาลตามที่โลกสนใจและมีความสุข เทศกาลวันคริสต์มาส เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สิ้นสุดลงแล้ว  รถที่ไปเที่ยวไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัดก็ขับกลับเข้ากรุงเทพฯ ขับกลับเข้าตัวเมือง  รถติดตามเส้นทางต่างๆมากมาย วันที่ 2 มกราคม บริษัทห้างร้านหลายแห่งก็เริ่มเปิดเริ่มทำงาน โรงเรียนแทบจะทุกโรงเรียนนักเรียนก็เริ่มมานั่งเรียน  หลายคนคงคิดถึงบรรยากาศความสุข อากาศที่หนาวเย็นน้อยบ้างมากบ้างตามแต่ละพื้นที่  แต่อย่างไรก็ตามทุกคนก็แหงนหน้ามองไปข้างหน้าเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ของตนต่อไป

          ให้เรานำความสุขนำพระพรของพระที่เราได้รับตลอดปีที่ผ่านมาเป็นพิเศษในช่วงเวลาแห่งความสุขสันต์นำมาเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตของเรา เป็นแสงสว่างเป็นพระพรเป็นความชื่นชมยินดีให้กับพี่น้องรอบข้างเราเป็นต้นพี่น้องที่ยากไร้ตกทุกข์ได้ยาก ต้องการมิตร ต้องการกำลังใจ  เพราะนานาชาติจะเดินมาหาความสว่างของเจ้า...... และจะสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งหลาย เขาจะเห็นแสงสว่าง พระพร ความรักของพระ จากความใจกว้างในชีวิตของเรา

            ขอพระราชาทรงปลดปล่อยผู้ขัดสน  ที่ร้องหาพระองค์

            และทรงช่วยคนยากจนที่ไม่มีผู้ช่วยให้รอดพ้น

            ขอทรงสงสารผู้อ่อนแอและผู้ขัดสน 

            ทรงช่วยผู้ขาดแคลนให้รอดจากความตาย (สุด 72:12-13)

 

            เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่ง บรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก  เขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ กำยาน และมดยอบ  ออกมาถวายพระองค์ (มธ 2:10-11)

                                                        

          ความใจกว้างในชีวิตของเรา ที่แบ่งปันพระพรของพระ แบ่งปันความรักความเมตตาของพระองค์ให้กับเพื่อนพี่น้องของเรารอบข้าง  ความใจกว้างนี่แหละเป็นของถวายอันล้ำค่าที่สุดที่เราคุกเข่าลงนมัสการองค์พระกุมารเจ้า  นมัสการพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี ว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา ไม่เคยทอดทิ้งใคร  พระองค์รักเราเสมอ.

 

                                                  นกขุนทอง.

คุณพ่อปลัด

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

 

            "สิ่งแรกที่พระองค์ทรงทำ คือ ยอม...ยอมด้วยใจถ่อมตน และให้ชีวิตของพระองค์แก่เรา"

พระเจ้าตรัสว่า “นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู เราเลือกเขาเพราะเราพอใจเขา เราให้จิตของเราแก่เขา  เขาจะนำความยุติธรรมไปให้แก่นานาชาติ ไม้อ้อที่ช้ำแล้ว เขาจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ริบหรี่อยู่ เขาจะไม่ดับ เขาจะประกาศความยุติธรรมด้วยความสัตย์จริง   เขาจะไม่หมดหวังหรือท้อใจ จนกว่าจะได้สถาปนาความยุติธรรมไว้บนแผ่นดิน ดินแดนชายทะเลจะรอคอยคำสอนของเขา”  (อสย 42:1,3-4)

          นี่คือภาพ นี่คือคุณสมบัติของผู้ที่พระเจ้าพอพระทัย  เขายอม...ยอมด้วยใจถ่อมตน ยอมตัดสละน้ำใจตน และยอมให้พระจิตของพระเจ้านำทาง

          นี่คือภาพ นี่คือคุณสมบัติของผู้ที่พระเจ้าพอพระทัย  เขายอม...ยอมด้วยใจถ่อมตน กล้าเผชิญหน้ากับความต้องการของตน และยอมรับที่จะวางความต้องการนี้ เพื่อจะมีที่ว่างฟังความต้องการ ความทุกข์-เจ็บปวดของเพื่อนพี่น้องรอบตัว ที่สำคัญยอมให้พระนำทางนำชีวิตจิตใจ

            ขณะนั้น ประชาชนกำลังรอคอย ทุกคนต่างคิดในใจว่า ยอห์นเป็นพระคริสต์หรือ......  ขณะนั้นประชาชนทั้งหมดกำลังรับพิธีล้าง พระเยซูเจ้าก็ทรงรับพิธีล้างด้วย และขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนาอยู่นั้น ท้องฟ้าก็เปิดออก  และพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ มีรูปร่างที่เห็นได้ดุจนกพิราบ แล้วมีเสียงจากสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา“ (ลก 3:15,21-22)

          งานแรก...สิ่งแรกที่พระเยซูเจ้าได้เริ่มงานของพระองค์ คือ ยอม ยอมด้วยความถ่อมตน...ให้พระจิตเจ้านำทางพระองค์  "ขณะที่เรากำลังรอคอยความหวังที่ให้ความสุข.....  พระองค์ทรงมอบพระองค์เพื่อเรา เพื่อไถ่กู้เราจากอธรรมทั้งหลาย  เพื่อพระหรรษทานของพระองค์จะบันดาลให้เรากลับเป็นผู้ชอบธรรมและเป็นทายาทในความหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร" (เทียบ ทต 2:13-14, 3:7)

         และ "การถ่อมตน ยอมให้พระจิตเจ้านำทาง" ได้กลับกลายเป็นพลังสำหรับพระองค์ตลอดการเดินทาง จนถึง ณ ไม้กางเขน ณ เขากัลวาริโอ 

          แน่นอน "การถ่อมตน ยอมให้พระจิตเจ้านำทาง"  และ "การยอมรับที่จะวางความต้องการของตน เพื่อจะมีที่ว่างฟังความต้องการ ความทุกข์-เจ็บปวดของเพื่อนพี่น้องรอบข้าง" จะเป็นพลังสำหรับเราเช่นกัน  "ผู้ที่พระเจ้า พอพระทัย".

                                                  นกขุนทอง.

คุณพ่อปลัด

“อยู่ที่วัดให้สรรเสริญขอบคุณพระ กลับบ้านจงมีสุข และแบ่งปันกัน”

 

ประชากรทุกคนที่ฟังถ้อยคำของธรรมบัญญัติก็ร้องไห้ เนหะมีย์ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการ เอสราซึ่งเป็นสมณะและธรรมาจารย์และชนเลวีผู้สอนประชากรจึงพูดกับประชากรทั้งปวงว่า “วันนี้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่พระเจ้าของท่านอย่าเป็นทุกข์โศกเศร้าหรือร่ำไห้เลยจงกลับไปบ้านเลี้ยงอาหารเลิศรสดื่มเหล้าองุ่นอย่างดีและแบ่งปันอาหารให้คนที่ไม่มี.... เพราะความยินดีจากพระเจ้าเป็นพละกำลังของท่าน” (นหม 8:9-10)

          สิ่งที่เตือนใจกัน คือ ให้ขอบพระคุณพระเมตตารักที่พระมอบให้เรา  และจงมีความสุข โดยที่ไม่ลืมที่จะแบ่งปันความสุขของตนเอง พระพรของพระให้กับพี่น้องรอบข้างด้วย

          ขอใช้ตามคำพูดของนักบุญเปาโลว่า “พระจิตเจ้า นำพาเราทุกคนมารวมเข้าเป็นร่างกายเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวกรีกไม่ว่าจะเป็นทาสหรือเป็นไทยก็ตามเราทุกคนต่างได้รับพระจิตเจ้าพระองค์เดียวกัน...เราเป็นพระกายของพระคริสตเจ้าเราแต่ละคนต่างก็เป็นอวัยวะของพระองค์...เราจงพยายามแสวงหาพระพรพิเศษที่ประเสริฐยิ่งกว่านี้เถิด.....(เทียบ1คร 12:13,27,31)

         พระพรพิเศษนั้น กลับไม่ใช่เรื่องการแสวงหาประโยชน์ความสุขสำหรับตัวเองเท่านั้น  แต่มากกว่าความสุขส่วนตัว พระพรพิเศษที่นักบุญเปาโลเตือนใจ กลับเป็นการฟังเสียงของพระจิตเจ้า ยอมรับและให้พระจิตเจ้านำทาง นำชีวิตเราให้ยื่นมือให้แบ่งปันแก่เพื่อนพี่น้อง  “จงกลับไปบ้านเลี้ยงอาหารเลิศรสดื่มเหล้าองุ่นอย่างดีและแบ่งปันอาหารให้คนที่ไม่มี”(นหม 8:10)

“พระจิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้าเพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจนทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำคืนสายตาให้แก่คนตาบอดปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากองค์พระผู้เป็นเจ้า (ลก4:18-19)

          เราร่วมและรวมอยู่ในพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า เรายอมถ่อมตนให้พระจิตเจ้านำชีวิต  ภาพที่ชัดเจนที่สุดที่เราเห็นว่าตนเองร่วมมือกับพระเยซูเจ้าและพระจิตเจ้า คือ “ประกาศปีแห่งความโปรดปรานจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” เรา “อยู่ที่วัดให้สรรเสริญขอบคุณพระ กลับบ้านจงมีสุข และแบ่งปันกัน”

 

                                                  นกขุนทอง.

คุณพ่อปลัด

"เรา...เป็น ท่อธารพระพรของพระองค์"

พระพรพิเศษทั้งมวลเป็นผลงานจากพระจิตเจ้าพระองค์เดียว ผู้ทรงแจกจ่ายพระพรต่างๆ ให้แต่ละคนตามที่พอพระทัย   พระจิตเจ้าทรงแสดงพระองค์ในแต่ละคนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  (1คร 12:11,7)

มีพระพรของพระเสมอสำหรับชีวิตของเรา  พระพรของพระ หรือการนำทางขององค์พระจิตเจ้า ช่วยปกป้องคุ้มครองเรานำหนทางชีวิตของเรา และ ให้เราจะได้สามารถ ช่วยปกป้องคุ้มครองและนำทางให้กับเพื่อนพี่น้องของเราต่อไปด้วย

            กลางดึกของคืนหนึ่ง รถของครอบครัวหนึ่งเกิดเสียกลางทาง  จุดที่เสียไกลจากหมู่บ้านมากแล้วทางก็เปลี่ยว หญิงสาวเจ้าของรถไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือ กลัวก็กลัวแต่ก็ต้องการความช่วยเหลือ

รถคันหนึ่ง ผ่านมาแล้วก็จอดลง เมื่อถามถึงสถานการณ์แล้ว เจ้าของรถก็นำเชือกมาผูกเพื่อลากรถกลับเข้าสู่ตัวเมือง   เมื่อให้ช่างได้ตรวจซ่อมเรียบร้อยแล้วสามารถเดินทางต่อไปได้แล้วเจ้าของรถ ก็ขอลา

            หญิงสาวรู้สึกขอบคุณ ก็อยากจะมอบเงินให้เพื่อเป็นการขอบคุณ  เจ้าของรถที่ช่วยตอบเพียงแค่ว่า "ไม่เป็นไรครับ คุณไม่ต้องมอบเงินให้กับผม ขอให้คุณเอาเงิน ก้อนนี้ไปซื้อเชือก และกรุณาใจดีใจกว้างช่วยเหลือคนอื่นต่อไป เหมือนอย่างที่ผม เคยได้รับความช่วยเหลือได้รับคำเชิญชวน และกลับมาช่วยเหลือคุณ

พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงกล่าวแก่บรรดาผู้รับใช้ว่า “เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด”  ..... พระองค์ทรงแสดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบรรดาศิษย์เชื่อในพระองค์   (ยน 2:5,11)

            พระเยซูเจ้า, พระองค์ก็เชื้อเชิญเรา ให้เราร่วมมือกับพระองค์ เป็นท่อธารของพระ รับพระพรน้ำพระทัยดีของพระองค์ มีสันติสุขพร้อมกับพระพรของพระองค์ และไม่ลืมที่จะส่งต่อพระพรพระหรรษทานสันติสุขของพระองค์ ให้กับเพื่อนพี่น้องที่เราได้พบเจอ ให้เรากล้าที่จะทำตามคำของแม่พระ แม่พระบอกให้เราเชื่อถ้อยคำของพระเยซูเจ้า “เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด”

ดังนั้น จงไปเถอะ จงทำตามที่พระเยซูเจ้าเชื้อเชิญเรา  จงมีสันติสุขในพระพรของพระองค์  และจงแบ่งปันสันติสุขของพระนั้นให้กับพี่น้องของเรา  ด้วยว่า... "เราเป็นท่อธารพระพรของพระองค์".

 

                                                  นกขุนทอง.

คุณพ่อปลัด

บอกกล่าว เล่าเรื่อง

            แค่ก้าวเดิน ก็ ก้าวหน้า

            เราเพิ่งนับถอยหลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่กันมาไม่นานเผลอแป๊บเดียวเราเข้าสู่เดือนที่ 2 ของปี 2019  กันแล้วเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางคนก็อาจบอกว่ายังไม่ทันจะทำอะไรเลยผ่านมา 2 เดือน 3 เดือน แป๊บ ๆ 1 ปีอีกละยังไม่เริ่มทำสิ่งที่อยากจะทำเลย หลาย ๆ ครั้งเราแต่ละคนก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปกี่ปีกี่หนแล้วโดยที่เรายังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำและก็มานั่งเสียดายเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี สิ่งหนึ่งที่มักทำให้คนเราไม่ก้าวไปข้างหน้าก็คือ ความเคยชิน การทำอะไรเดิม ๆ เวลาเดิม ๆ ที่เดิม ๆ ก็เกิดความเคยชินจนทำให้หยุดอยู่กับที่ไม่ก้าวไปข้างหน้าพ่อมีโอกาสได้อ่านบทความดี ๆ บทความหนึ่งเขาตั้งชื่อว่า ปี 2019 ต้องก้าวไปข้างหน้าและในบทความนี้เองได้เสนอ 9 ข้อที่ควรทำเพื่อชีวิตจะก้าวหน้าพ่อคิดว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับตัวพ่อเองและสำหรับพี่น้อง มีอะไรบ้างพี่น้องลองอ่านไปพร้อม ๆ กัน

  1. ตั้งเป้าหมายในชีวิต อย่าพอใจกับเพียงแค่ความสำเร็จเดิม ๆ ชีวิตจะอยู่กับที่
  2. ออกไปหาเพื่อนใหม่ ๆ ในชีวิตบ้าง (เปิดโลกเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นเพิ่มขึ้น)
  3. ทิ้งนิสัยเสีย ๆ ข้ออ้างเดิม ๆ
  4. เรียนรู้ทักษะ หรือเรื่องที่สนใจใหม่ ๆ เพิ่มสักเรื่อง (หาความรู้เพิ่มเติมบ้าง)
  5. จัดระบบให้ตนเอง ลดความวุ่นวายและเรื่องไม่จำเป็นในชีวิต
  6. ปรับบุคลิกให้ดีขึ้น
  7. กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงบางเรื่องที่ควรเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
  8. คิดบวกมากขึ้นหน่อย
  9. อ่านตั้งแต่ข้อ 1 อีกสักรอบและเริ่มทำได้แล้ว

 

พ่อคิดว่าลองสำรวจชีวิตและเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างในปีนี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เราอาจจะรู้สึกว่าเวลาที่มันผ่านไปมันมีคุณค่าสำหรับชีวิตของเราจริง ๆ และรู้สึกว่าไม่เสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะเราได้ก้าวไปจากจุดเดิมที่ยืน แม้จะก้าวเล็ก ๆ หรือแค่ขยับจากจุดเดิมแต่มันก็เป็นการก้าวจากจุดเดิมที่เรายืน และเรากำลังเดินไกลขึ้นกว่าที่ผ่านมาแค่เราขยับจากที่เดิมของเรา เราก็กำลังก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว

 

                                                                                                            ปลัดวัดสาทร

Page 1 of 3