ก่อกำเนิดเป็นวัดเซนต์หลุยส์

ก่อกำเนิดเป็นวัดเซนต์หลุยส์

 

 พระสังฆราช หลุยส์ เวย์ และ วัดเซนต์หลุยส์

 

Date

Age

Event

Title

6 Jan 1840

 

Born

Araules, France

10 Jun 1865

25.4

Ordained Priest

Priest of La Société des Missions Etrangères

30 Jul 1875

35.6

Appointed

Vicar Apostolic of Eastern Siam {Siam Orientale}, Thailand

30 Jul 1875

35.6

Appointed

Titular Bishop of Gerasa

5 Dec 1875

35.9

Ordained Bishop

Titular Bishop of Gerasa

21 Feb 1909

69.1

Died

Vicar Apostolic of Eastern Siam {Siam Orientale}, Thailand

         

 

           ที่ดินทั้งหมดของมิสซังกรุงเทพฯ ที่อยู่ตามเซนต์หลุยส์  ซอย 1 (สาธร 15), ซอย 2 (สาธร 13) และ ซอย 3 (สาธร 11)  ทั้งหมดนี้คือที่ดินซึ่ง ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ (Louis VEY) เป็นผู้ซื้อไว้  ที่ดินดังกล่าวปัจจุบันประกอบด้วย โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์, โบสถ์เซนต์หลุยส์, โรงเรียนต่าง ๆ และที่ดินปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งทางมิสซังได้จำหน่ายไปภายหลัง ฯลฯ

 

           ความปรารถนาในตอนแรกของพระสังฆราชเวย์ คือ โรงพยาบาล และที่ดินให้คริสตังมาปลูกบ้านอยู่โดยรอบ และต่อมาก็จะได้จัดให้มีโรงเรียนทั้งหลาย และสุดท้ายให้มีวัดสักหลังหนึ่ง

       ในรายงานประจำปี ค.ศ.1884  ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ พระสังฆราชแห่งเกราซาและเป็นประมุขเทียบสังฆมณฑลกรุงสยาม เขียนไว้ว่า “...จำเป็นจะต้องสร้างโรงเรียนใหญ่ ๆ ที่กรุงเทพฯ แล้ว  แต่อนิจจา! เงินทุนของมิสซังเรามีไม่พอ  และอีกอย่างหนึ่ง  ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงพยาบาลรับคนไข้จากชนบท และจากพระนครนี้เอง ก็กำลังปรากฏอย่างแจ้งชัดอีกด้วย  สำหรับงานชิ้นนี้ ต่างคนต่างตั้งความหวังอยู่ที่ใคร... ก็ในมิสซังคาทอลิกของเรา! เราจะเอาทุนที่ไหนมาสร้าง?

         ส่วนในบันทึกวันแรก ๆ ของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ได้จดไว้ว่า “ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ สนใจมากในเรื่องการเปิดโรงเรียน กับกิจการเมตตาทั้งมวล  ท่านเข้าใจดีว่า จำเป็นต้องมีสถาบันรักษาพยาบาล อันเป็นประโยชน์ต่อชาวยุโรปในกรุงเทพฯ กับต่อชาวไทยทั้งหลาย  ด้วยเห็นว่า จำนวนชาวต่างประเทศในเมืองหลวงเพิ่มทวีขึ้นเสมอ และ ฯพณฯ เสียดายที่สมัยนั้นยังไม่มีสถาบันคาทอลิกสำหรับรักษาคนเจ็บไข้”

            อนิจจา!  เรื่องเศรษฐกิจของมิสซังก็อำนวยไม่พอเพียง ทำให้โครงการนี้ชะงักงันเป็นเวลานาน และต่อมาสามารถลงมือได้บางส่วนในปี ค.ศ. 1896 เท่านั้น

            เมื่อปี ร.ศ.112 (ค.ศ.1893 หรือ พ.ศ.2436) เกิดเหตุการณ์รุนแรงระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งมี นายชาวี (PAVIE) เป็นผู้แทนฝ่ายฝรั่งเศส  จึงมิใช่สมัยที่ในหลวงของไทย จะทรงเป็นผู้พระราชทานที่ดินให้มิสซังตามคำบอกเล่าของบางคน  จึงเห็นเป็นการไม่สมควรที่จะเล่าความเป็นไปทางการเมืองกับทางทหาร ณ ที่นี้  แต่แล้วในที่สุดของเรื่องที่เกิดขึ้น  ทำให้รัฐบาลไทยต้องทำสัญญาคืนที่ดินหลายส่วนให้แก่ประเทศเขมร, ประเทศลาว  อันเป็นที่ดินซึ่งกองทัพไทยไปยึดมาคราวก่อน  และเพื่อเป็นประกันว่า รัฐบาลไทยจะส่งคืนดินแดนเหล่านั้นให้เรียบร้อย  ทางไทยก็จำยอมให้มีทหารฝรั่งเศสมาประจำการที่จันทบุรี จนกว่าเรื่องจะสงบ  แต่ทหารเหล่านั้นซึ่งมาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ ค.ศ.1894-1907  ก็คงจะมีการล้มป่วยลงบ้าง  ด้งนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจึงขอร้องให้พระสังฆราช หลุยส์ เวย์ จัดสร้างโรงพยาบาลสักแห่ง เพื่อสามารถรักษาคนไข้   โดยมอบเงินจำนวน 250,000 ฟรังซ์  เพื่อช่วยมิสซังดำเนินการ  เงินจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งได้ฝากไว้ที่กรุงปารีสเป็นเงิน 200,000 ฟรังซ์  สำหรับซื้ออุปกรณ์การรักษาให้แก่โรงพยาบาลแห่งนี้  ส่วนอีก 50,000 ฟรังซ์ มอบให้กับ ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ ไว้จัดหาซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงพยาบาล

            ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ เห็นโอกาสอำนวย  จึงรับไว้ด้วยความยินดีและขอบพระคุณพระเป็นเจ้า เพราะท่านเล็งเห็นการณ์ไกล เหมือนเป็นนิมิตว่า  ถ้าซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาลได้แล้ว  เรื่องเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการสร้างก็คงหาได้แน่   จึงสั่งให้ คุณพ่อ หลุยส์ โรมิเออ (ROMIEU) เหรัญญิกของมิสซังให้ช่วยกันหาและซื้อที่เหมาะ ๆ  เพื่อสร้างโรงพยาบาลทันที และจะทำการสร้างวัดในภายหลังเมื่อถึงโอกาส แม้หมดเงินที่ได้รับไว้ ก็ไม่เป็นไร

 ภาพแบบจำลองวัดเซนต์หลุยส์

 

*** จากหลักฐานของศูนย์กลางคณะ M.E.P. ที่ปารีส, และของ ฯพณฯ หลุยส์ โชแรง ใน ค.ศ.1957 หน้า 200  และ ค.ศ.1959 ฉบับที่ 1 หน้า 4

     (Cf.  “L’Hopital St.Louis” par Mgr Chorin, dans P.P.1959 No.1 p.4 Noces de diamante de l‘Hopital : 15 Septembre 1958)

ภาพพื้นที่ที่ถูกซื้อไว้ในสมัย ฯพณฯ หลุยส์ เวย

 

 การซื้อที่ดิน

          สมัยก่อน กรุงเทพฯ ไม่เหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   ด้วยว่าเวลานั้นแถบสี่พระยา สุรวงศ์ สีลม สาธร ฯลฯ     ล้วนเป็นเรือกสวนไร่นา  ราคาที่ดินก็ไม่แพง ไร่หนึ่ง ๆ ซื้อกันได้ในราคาราว 100-150 บาท (มูลค่าเงินสมัย 60 ปีที่แล้ว) เป็นอย่างสูง  คุณพ่อโรมิเออจึงเลือกซื้อที่ทำนาอยู่ริมคลอง คือคลองสาธร แถวบริเวณซอยเซนต์หลุยส์ 1, 2, 3 (สาธร 11, 13 และ 15 ในปัจจุบัน)   การซื้อที่ดินไว้เมื่อได้จังหวะนับเป็นการดีเพื่อจะได้ไว้ใช้คราวจำเป็น                     

          พอซื้อทีดินได้แล้ว ก็ลงมือถมปละปรับให้เรียบทันที  ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ จึงบอกบุญไปทั่วพระนคร  ครั้นได้ทราบว่ามิสซังคาทอลิกได้ที่ดินแล้ว และกำลังถมอยู่ ต่างคนต่างหลั่งไหลมาดู  “ โอ้! ความหวัง ความปรารถนาของเรา กำลังกลายเป็นความจริงแล้ว ”   ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ แบ่งส่วนหนึ่งของที่ดินไว้เพื่อก่อตั้งโรงพยาบาล   ส่วนที่เหลือกันไว้สำหรับสร้างโรงเรียนกับวัดในภายหลังเมื่อถึงเวลาที่มีคริสตังมาอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลแล้ว

            แม้ว่า ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ ไม่มีโอกาสสร้างวัดเซนต์หลุยส์ กับโรงเรียนได้ก็ตาม  ท่านก็ได้สงวนที่ดินไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อจะได้มีการสร้างภายหลัง ที่ดินทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนี้  ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ เป็นผู้ซื้อไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่ของโรงพยาบาล ของวัดเซนต์หลุยส์ ของโรงเรียนรอบ ๆ หรือที่ปลูกบ้านของคริสตัง ไม่มีการพระราชทานที่ดินในสมัยนั้นจากในหลวงเลย  ดังในบันทึกวันแรก ๆ ของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ก็ได้มีการจดบันทึกไว้ว่า “มิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ เป็นเจ้าของที่ดิน และอาคารทั้งหมดของโรงพยาบาล”  ฯพณฯ หลุยส์ เวย์ ได้มีความยินดีที่ได้สร้างโรงพยาบาลแล้ว และยังเก็บที่ดินอีกส่วนไว้เพื่อสร้างโรงเรียนกับวัดในภายหลัง  ซึ่งต่อมา พระสังฆราช หลุยส์ โชแร็ง ( Louis CHORIN ) เป็นผู้ดำเนินการตามจุดประสงค์นี้

 

ข้าพเจ้า หลุยส์ ออกุส เกลมัง โชแรง

โดยพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระเป็นเจ้า และโดยการแต่งตั้งแห่งสมเด็จพระสันตะปาปา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชแห่งโปลิสติโลส

และเป็นประมุขแห่งเทียบสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

ขอเจริญพรมายังคณะสงฆ์และสัตบุรุษทุกคนในเขตมิสซัง

 พี่น้องที่รักทั้งหลาย                     

            วันนี้ ข้าพเจ้าขอเขียนสารฉบับนี้ เพียงเพื่อเผยความในใจที่ข้าพเจ้าใคร่ครวญมาเป็นเวลานานแล้ว และปรารถนาจะเห็นความฝันนั้นเป็นจริงเสียที  กล่าวคือ ข้าพเจ้าคิดจะสร้างวัดค่อนข้างใหญ่สักวัดหนึ่งที่กรุงเทพฯ ภายในบริเวณโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่นักบุญหลุยส์ กษัตริย์ผู้เรืองนามแห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของข้าพเจ้าเ

            ท่านอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องสร้างวัดใหญ่ขึ้นอีก ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพฯ ก็มีวัดมากมายอยู่หลายแห่งแล้ว  ข้าพเจ้าขอตอบว่า ตลอดเวลาสองพันปีมาแล้ว  ก่อนที่จะมีการสร้างวัดที่ใดก็ตามทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนสถาน ที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่พระวรสารของพระเยซูริสตเจ้า พระอาจารย์ของเรา  ก็จะมีการชี้แจงเหตุผลหลัก ๆ ในการก่อสร้างดังกล่าว  ข้าพเจ้าขอใช้เหตุผลเดียวกันนั้น เพื่อชี้แจงการที่จะต้องสร้างวัดเซนต์หลุยส์ขึ้นที่กรุงเทพฯ  เหตุผลเหล่านั้นก็คือ เพื่อให้พระเป็นเจ้าได้เป็นที่รู้จักแก่มวลมนุษย์  เพื่อให้มนุษย์มีจิตสำนึกถึงพระบัญญัติอันเป็นสัจธรรมนิรันดรขององค์พระผู้สร้าง  เพื่อสอนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนให้รักพระเป็นเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดา และทรงสอนให้รักซึ่งกันและกัน ในฐานะที่เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน 

            อนึ่ง เป็นการสมควรแล้วมิใช่หรือ ที่แต่ละปีในรอบศตวรรษ  พระเป็นเจ้าน่าจะมีสิทธิ์สักครั้งเพื่อสงวนเคหะสักหลัง จากบรรดาบ้านช่องของเรา จัดไว้เป็นสถานที่นัดพบกับเรามิได้เชียวหรือ  พระองค์น่าจะมีเคหะสักหลังเพื่อเรากับพระองค์จะได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง  พระองค์น่าจะมีเคหะสักหลังเพื่อผู้ที่รู้จักพระองค์ แล้วสามารถเข้าไปเพื่อเงี่ยหูฟังพระสุรเสียง และเชยชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด  พระองค์น่าจะมีเคหะสักหลังสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาพระองค์อยู่ เพียงแค่ยื่นมือออกไปข้างหน้าอย่างตั้งใจ เพื่อที่จะได้สัมผัส รัก และยึดมั่นในพระองค์   เป็นจริงที่ว่าพระเป็นเจ้าประทับอยู่ทั่วไป ทุกแห่งหนตำบล และเราสามารถสัมผัสกับพระองค์ได้ ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตาม  แต่พระองค์จะทรงพอพระทัยเป็นพิเศษ ที่จะให้เราอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ในพระวิหารศักดิ์สิทธิของพระองค์

            นอกจากนั้นแล้ว ในเมืองใหญ่ ๆ ยิ่งมีวัดวามากขึ้นเท่าไร สัตบุรุษที่ดำเนินชีวิตตามภารกิจของตน ก็จะได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น ในการเดินทางไปมาระหว่างบ้านกับวัด  เหตุใดเล่าผลประโยชน์ฝ่ายสวรรค์ จำต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลน้อยกว่าผลประโยชน์ฝ่ายโลกอยู่ร่ำไป? หรือจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นก็คือ ทำไมกว่าจะหาวัดให้เจอสักแห่งหนึ่ง จึงต้องลำบากลำบนมากกว่าการหาโรงเรียน  ทั้ง ๆ ที่วัดก็คือโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่ และจำเป็นอย่างขาดเสียมิได้ ซึ่งคอยต้อนรับบุคคลทุกวงการและทุกวัย  ทั้ง ๆ ที่วัดชูยอดสูงเด่นอยู่เหนือตึกรามบ้านช่อง ตามเมืองต่าง ๆ ของเรา เพื่อคอยเป็นสัญลักษณ์ในเชิงพลังใจ สำหรับผู้ที่ออกไปทำงานในตอนเช้า และเป็นสัญลักษณ์ในเชิงภาวนาขอบพระคุณสำหรับผู้ที่กลับบ้าน เพื่อพักผ่อนในยามเย็น

            แทนที่จะเอาแต่บ่นว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ขยับขยายออกไปทุกรอบด้าน ดังเช่นกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่กันอย่างแออัด ปานจอมปลวก และปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ  แทนที่จะบ่นว่า มีแต่มรสุมแห่งความเกลียดชัง และการต่อต้านที่กระหน่ำลงมายังเมืองเหล่านี้  ส่วนลมอ่อน ๆ ที่นำมาซึ่งความบรรเทาและความหวังจากสวรรค์ ไม่เคยพัดโชยมาเลย แทนที่จะบ่นว่า  เราจงมาสร้างวัดตามความสามารถของเราเถิด เพื่อถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้า พระผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งน้ำใจและแห่งดวงใจทั้งหลาย และเชิญพระองค์ลงมาสถิตแนบชิดกับเราในตู้ศีลของวิหารของพระองค์

            เรากำลังเจริญชีวิตอยู่ในโลกที่แปลงแยก  โลกที่ไม่ต้องการข้องแวะกับเรื่องฝ่ายจิต โลกที่อุดมการณ์วัตถุนิยมครอบงำอุดมการณ์จิตนิยมอย่างน่าใจหาย  ฉะนั้น เราต้องรีบสร้าง “เคหะแห่งพระธรรมล้ำลึก” เป็นจำนวนมาก  ต้องรีบสร้างเคหะแห่งพระธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงยอมอุทิศองค์  ต้องรีบสร้างเคหะที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์เองวันแล้ววันเล่าแก่วิญญาณในบรรยากาศที่ สงัดเงียบ สง่างาม แบบเหนือธรรมชาติ

            ถึงกระนั้นก็ตาม  พี่น้องที่เคารพรัก  ข้าพเจ้าขอสารภาพว่า ก่อนที่จะลงมือดำเนินการที่มีมูลค่ามหาศาลนี้  ข้าพเจ้าต้องเสาะแสวงหาผู้ที่เห็นพ้องกับข้าพเจ้า และผู้ที่จะให้การสนับสนุนเสียก่อน  เริ่มตั้งแต่สวรรค์ลงมาถึงพวกเราทั้งหมด  วัดที่จะสร้างขึ้นใหม่นี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายนามวัดว่า “วัดเซนต์หลุยส์”  ก็เพราะข้าพเจ้ามีความไว้ใจมั่นคงว่า  ท่านนักบุญหลุยส์  ผู้เป็นทั้งนักบุญและกษัตริย์ผู้ใหญ่ยิ่งองค์นี้ จะทรงปกป้องคุ้มครองข้าพเจ้า ให้สำเร็จสมปรารถนา

            ในที่นี้ ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาจะบรรยายชีวประวัติของท่านักบุญหลุยส์  จะขอกล่าวแต่เพียงว่า ท่านนักบุญกษัตริย์พระองค์นี้ ทรงโดดเด่นมากในด้านพระราชจริยวัตร  โดยทรงยึดมั่นในความดี ความจริง และความเที่ยงธรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเที่ยงธรรม  พระองค์ทรงพยายามธำรงไว้ให้คงอยู่ท่านกลางข้าทาสผู้ต่ำต้อยที่สุดของพระองค์ ท่ามกลางพสกนิกรของราชอาณาจักร ระหว่างกษัตริย์ต่อกษัตริย์ด้วยกัน และระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปากับองค์จักรพรรดิ  นักบุญหลุยส์ทรงว่าราชการโดยประทับนั่งบนอาสน์ ซึ่งทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ  ตั้งอยู่กับดินตรงโคนต้นโอ๊ก ภายในบริเวณพระราชวังแวนแซน  ประวัติศาสตร์กล่าวขวัญไว้ว่า พระองค์ทรงข่มราศีของกษัตริย์ที่ประทับบนราชบัลลังก์ทุกพระองค์ทั้งหมด  ท่านนักบุญหลุยส์ทรงเป็นสันติราชาที่เลอเลิศ  ในยุคของเรานี้ มีการทำลายล้างสันติภาพ มีการเรียกร้องหาความสงบ  ก็ควรแล้วที่จะสร้างวัดในนามของนักบุญองค์นี้บ้าง

            ใช่แต่เท่านั้น  ข้าพเจ้าประสงค์จะสร้าง “วัดเซนต์หลุยส์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ธรรมทูตรุ่นพี่สององค์  องค์หนึ่งคือ พระคุณเจ้าหลุยส์ เวย์ ซึ่งเป็นประมุขมิสซังสยามตั้งแต่ปี ค.ศ.1875 ถึง 1909  และอีกองค์หนึ่งคือ คุณพ่อหลุยส์ โรมิเออ เหรัญญิกของมิสซังขณะนั้น  ทั้งสองท่านได้เห็นพร้องต้องกันที่จะเลือกและจัดการซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงลิขจิตเอาไว้สำหรับสร้างวัดนี้  ข้าพเจ้าไม่แปลกใจเลยที่เมื่อหยิบยกเรื่องของบุคคลทั้งสองขึ้นมาแล้ว กลับทำให้พวกท่านส่วนใหญ่บอกว่าไม่เกี่ยว ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ  ข้าพเจ้าขอมอบโครงการที่ไม่ง่ายนักนี้ ไว้ภายใต้อุปการะของท่านทั้งสองอยู่ดี  ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ท่านทั้งสองก็คงจะภาวนาช่วยให้กิจการของข้าพเจ้า  ดำเนินไปจนบรรลุผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน

            อันดับต่อไป ข้าพเจ้าจะต้องมั่นใจเสียก่อนว่าจะได้รับความร่วมมือจากบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ตัว โดยเริ่มต้นจากบรรดาคาทอลิกที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ   และที่อื่น ๆ ต่อไปภายหลังถ้าจำเป็น  ขออย่าให้มีใครสักคนลืมไปว่า การมีส่วนร่วมสร้างวัดสักแห่งเป็นการแสดงความเชื่อที่หนักแน่นที่สุด  การสร้างวัดเป็นการสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง  การสร้างวัดเปรียบเสมือนเครื่องบูชาอันถาวร สืบถึงบุตรหลานที่จะเกิดมาในแผ่นดินนี้ เพื่อถวายแด่พระบิดาเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ในสรวงสวรรค์

            ข้าพเจ้าได้มอบให้สถาปนิกท่านหนึ่งออกแบบวัดเซนต์หลุยส์ และได้กำชับแต่แรกเลยว่า รูปแบบของวัดจะต้องเป็นรูปกางเขน  ข้าพเจ้ายังได้ขอร้องท่านสถาปนิกให้จัดวางทุกส่วนของวัดให้เล็งไปทางพระแท่นใหญ่และตู้ศีล  เพื่อที่สัตบุรุษทุกคนที่อยู่ภายในวัด จะได้หันหน้าไปยังตู้ศีล และมีจิตใจร่วมกันในการถวายบูชามิสซา

           จริงอยู่ ความเชื่อสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาได้  แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่า ความเชื่อมีพลังเพียงพอที่จะสร้างวัดสักหลังหรือไม่  แม่แต่ความเชื่อเองก็ยังต้องการปัจจัย ปัจจัยที่จำเป็นไม่ว่าเพื่อที่จะกระทำการใด  ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงทุนทรัพย์ ความเชื่อจะหาทุนทรัพย์มาให้จนได้ ทุนทรัพย์นั้นจำเป็นสำหรับวางพื้นฐาน สำหรับก่อกำแพงอิฐ สำหรับบานหน้าต่าง สำหรับโค้งหลังคา สำหรับหอระฆัง สำหรับเครื่องแต่วัด อาทิ พระแท่น รูป14 ภาค อ่างศีลล้างบาป ม้านั่ง อาสน์ ฯลฯ  ข้าพเจ้าขอเชิญชวนแต่ละท่านร่วมบริจาคอะไรก็ได้แล้วแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน

         ข้าพเจ้าหวังว่า กิจการเหล่านี้คงจะได้ดำเนินไปในไม่ช้า เหตุว่าข้าพเจ้ามอบการก่อสร้างไว้ในพระหัตถ์ของพระและในมือของพวกท่านด้วย  ท่านคงจะไม่ปล่อยให้งานชิ้นนี้ดำเนินไปตามยถากรรม  ท่านคงไม่สามารถลงทุนอะไรที่จะดีไปกว่า การลงทุนอิฐสักก้อนหรือหลาย ๆ ก้อนก็ได้ เพื่อนำไปก่อสร้างพระวิหารของพระเป็นเจ้า มีผู้กล่าวไว้ว่า “ความจำของก้อนอิฐก้อนหิน ถาวรยิ่งกว่าความจำของมนุษย์”  ที่ว่าก้อนอิฐพูดได้นั้น พูดได้จริง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก้อนอิฐที่นำมาอุทิศถวายให้แด่พระเป็นเจ้า

            วันเวลาจะย่างกรายมาถึง เมื่อถึงเวลานั้นโดยเราไม่ทันรู้ตัว  เราจะไปปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์พระตุลาการสูงสุด เราไม่มีอะไรสลักสำคัญที่จะรายงาน  มีแต่ความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่เพียงพอแก่พระมหากรุณาธิคุณแม้แต่น้อย   เราจะเป็นผู้มีบุญ ถ้ามีเสียงร้องจากแผ่นดินประกาศก้องว่า  ทานของเรานั้นบริบูรณ์แล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากท่านนักบุญหลุยส์เอ็นดูมาเป็นสักขีพยานต่อหน้าพระตุลาการสูงสุดว่า เราเป็นผู้มีใจกว้างขวางที่ได้ช่วยสร้างวัดของท่าน ก็ยิ่งจะเป็นบุญลาภแก่เรามากขึ้นอีก

            พี่น้องที่รักทั้งหลายเราต้องไม่ลืมว่าวัดที่เรากำลังจะสร้างด้วยเงินที่เราเจียดให้นี้ ย่อมเป็นสักขีพยาน เป็นรายงานและคำภาวนาของเราทั้งสิ้น  ซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าทรงโปรด ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า าเชิหารศักดิ์สิทธิของพระเป็นเจ แม้ความบ้าคลั่งในการทำลายล้างศาสนาที่กำลังทำกันอยู่ในประเทศหลังม่านเหล็ก หรือที่กำลังทำทุราจารต่อพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในประเทศคอมมิวนิสต์นั้น  ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพระวิหารนี้  พวกคอมมิวนิสต์หาได้ทำลายจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของสัตบุรุษให้หมดสิ้นไปไม่                     

            ประวัติศาสตร์ของโลกเรา และประวัติส่วนตัวของแต่ละคน ล้วนเป็นเรื่องราวของการก่อร่างสร้างตัว จะว่ากันไปแล้ว เราทุกคนก็เปรียบเสมือนก้อนอิฐทรงชีวิต ที่มุ่งหน้าตรงไปยังพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน  อิฐหินทุกก้อนยึดติดอยู่กับพระองค์โดยอาศัยการสักการะนมัสการนั่นเอง

             ฉะนั้น เราจึงควรเข้าใจให้ซาบซึ้งถึงเนื้อแท้แห่งคาทอลิก ในด้านที่เกี่ยวกับวัดที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ ว่ามีอะไรบ้าง  สำหรับคนที่ปราศจากความเชื่อ ก็อาจจะรู้สึกประทับใจกับการก่ออิฐถือปูนที่ดูงามตา  กับการจัดระบบแสงที่ลงตัว และความเงียบที่น่าสำรวมใจ   แต่สำหรับผู้ที่มีความเชื่อในองค์พระเป็นเจ้า เมื่อได้มาเห็นวัดแล้ว ก็จะนึกถึง ภาพของวิหารแห่งสวรรค์ ซึ่งก่อขึ้นด้วยเหล่านักบุญและเทวดาทั้งหลาย  เป็นกล่องแก้วแห่งศีลมหาสนิท  วัดคาทอลิกของเราคือภาพลักษณ์อันเด่นชัดของชีวิตคริสตชน  วัดที่ก่อด้วยอิฐ แสดงให้เห็นความสวยงามแห่งชีวิตคริสตัง อันตั้งอยู่ในความศักดิ์สิทธิ์  ด้วยว่า “นี่คือเคหะของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นประตูสวรรค์”  ไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนเป็นอิฐทรงชีวิตของวิหารที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อพระสิริมงคลของพระองค์ในสวรรค์  เราทุกคนจะต้องเป็นสักการสถานของพระจิตเจ้าผู้เป็นกำลังชีวิต  ขอให้เรามาวัดบ่อย ๆ เข้าไปพบพระองค์ในวิหารของพระองค์ทุก ๆ วัน ถ้าเราสามารถมาได้  จงรักวัดของเราด้วยใจศรัทธาอย่างแนบแน่น แล้วเราจะได้รับความยินดีอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ คือ ความยินดีที่เราได้เห็นว่า สติปัญญาของเราค่อย ๆ ก้าวเข้าไปสู่พระฉายาของพระเป็นเจ้า  ดวงใจของเรากำลังค่อย ๆ ละลายเข้าไปแทรกอยู่ในความรักของพระองค์  และในที่สุด วิญญาณของเราก็พร้อมที่จะเข้าสู่เยรูซาแลมแดนสวรรค์    ที่นั้น เราจะได้พบกับพระองค์ด้วยความชื่นชมแห่งสันติสุขนิรันดร

หลุยส์ โชแรง

สังฆราช และ ประมุขมิสซังกรุงเทพฯ

 
 

ได้ลงนามเป็นหลักฐาน ณ กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1955

 

 

 

 

 

 

 

พิธีเสกศิลาฤกษ์ :  25 สิงหาคม ค.ศ.1956

          เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1956  เป็นวันฉลองนักบุญหลุยส์ นามองค์อุปถัมภ์ของพระสังฆราชมิสซังกรุงเทพฯ  ในวันนั้นเวลา 17.00 น. ฯพณฯ หลุยส์ โชแร็ง ได้มาเป็นประธานในพิธีเสกกางเขน ตรงที่จะตั้งพระแท่นของวัดเซนต์หลุยส์  แม้จะกระทำพิธีอย่างเงียบ ๆ  แต่ก็มีพระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง และสัตบุรุษ ไปร่วมอนุโมทนาคุณแด่พระ ด้วยกันหลายคนภาพวัดเซนต์หลุยส์ ขณะกำลังก่อสร้าง เมื่อปี ค.ศ.1956

          นิตยสาร Au Pays des Pagodes  ฉบับเดือนกันยายน  ค.ศ.1956  เขียนโดยคุณพ่อบาร์บิเอร์ (BARBIER) เล่าถึงพิธีนี้ ดังต่อไปนี้ :

 “มีคนจำนวนมากมายมาร่วมพิธีอวยพรศีลมหาสนิท  เมื่อบ่ายวันที่ 25 สิงหาคม ในวัดของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์  เสร็จพิธีแล้ว ทุกคนก็ออกไปชุมนุมกันบนที่ดิน ที่จะสร้างวัดเซนต์หลุยส์  รากที่ฝังไว้ในดินก็โผล่ขึ้นมาแล้ว  พระสังฆราชโชแร็ง เสกไม้กางเขนขนาดใหญ่อันหนึ่ง ตามระเบียบพิธีแห่งพระศาสนจักร แล้วปักลงดิน ตรงกับที่ซึ่งจะได้สร้างพระแท่นต่อไป  หลังจากพิธีเสกกางเขนแล้ว  ต่างพากันกลับไปโรงพยาบาล ซึ่งคณะซิสเตอร์จัดเครื่องดื่มและของว่าง คอยต้อนรับผู้มาร่วมฉลองนักบุญหลุยส์ 

                                                                                                           ภาพวัดเซนต์หลุยส์ ขณะกำลังก่อสร้าง เมื่อปี ค.ศ.1956   

ส่วนการรับประทานอาหาร ในโอกาสฉลองนักบุญหลุยส์ องค์อุปถัมภ์ของประมุขมิสซัง ก็เลื่อนไปจนถึงค่ำวันที่ 26 สิงหาคม ในบ้านพักของ ฯพณฯ หลุยส์โชแร็ง ท่ามกลางผู้รับเชิญร่วมฉลอง มีพระสังฆราชอีกสององค์ คือ ฯพณฯ ป.คาเรตโต แห่งมิสซังราชบุรี และ ฯพณฯ กลาโบต์ ประมุขมิสซังแห่งขั้วโลกเหนือ (ของชาวเอสกิโม)  แล้วยังมีพระสงฆ์มิสซังไทยอีก 25 องค์  

ในการเลี้ยงคราวนี้ สุนทรพจน์อวยพรต่าง ๆ ก็แสดงเป็นหลายภาษา เช่น คุณพ่อแปรูดง พูดเป็นภาษาฝรั่งเศส ในนามของเหล่ามิสชันนารี,  ฯพณฯ คาเรตโต ใช้ภาษาไทย,  ฯพณฯ กลาโบต์ กล่าวเป็นภาษาเอสกิโม,  คุณพ่ออาแมสคอย ลุกขึ้นใช้ภาษาอังกฤษอวยพรท่านถึงห้านาที,   คุณพ่อจวง อวยพรเป็นภาษาลาว,  คุณพ่อแบร์แตร ใช้ภาษาแม้ว,  คุณพ่อเดลลาโตเร พูดภาษาอิตาเลียน,  คุณพ่อมาร์แชล ใช้ภาษาเขมร, คุณพ่อซัลดือเบแฮร์ ใช้ภาษาบาสก์  และคุณพ่อองค์สุดท้าย คุณพ่อโอลลิเอร์ ก็ใช้ภาษาจีนอวยพร   ส่วน ฯพณฯ โชแร็ง ตอบขอบคุณทุกคนด้วยภาษาฝรั่งเศส ที่ดูเรียบง่ายแบบซื่อ ๆ”

 

พิธีเปิด และเสกวัดเซนต์หลุยส์ : 25 สิงหาคม ค.ศ.1957

 การเดินทางของ ผู้รับเชิญ ผู้มีเกียรติ ที่ร่วมทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

          ในการตอบรับการเชิญเข้าร่วมในพิธีเสกกางเขนสร้างวัดใหญ่ ได้มีผู้มีเกียรติและผู้รับเชิญ ทยอยกันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียงตามวันที่ดินทางพอสรุปได้ดังนี้

  • ฯพณฯ ลาก๊อสต์ สังฆราชแห่งตาลี ประเทศจีน  ประมุขมิสซังเชียงใหญ่ มาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม
  • ฯพณฯ หาลิแอร์ อัครสังฆราชของมัณฑะเลย์ และ ฯพณฯ มาแช็ง อัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลร่างกุ้ง จากประเทศพม่า มาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันที่ 22 สิงหาคม 
  • ฯพณฯ ลุสแตร็ก สังฆราชประมุขมิสซังเวียงจันทร์ ประเทศลาว มาถึงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ตอนกลางวัน
  • พระสังฆราช บาเยต์ ประมุขมิสซังอุบลราชธานี, พระสังฆราชคาเรตโต ประมุขมิสซังราชบุรี, พระสังฆราชสงวน สุวรรณศรี ประมุขมิสซังจันทบุรี, พระสังฆราช (มิแชล อ่อน) มงคล ประคองจิต ประมุขมิสซังท่าแร่  และพระสังฆราช ดูฮาร์ด ประมุขมิสซังอุดรธานี ต่างทยอยเข้ากรุงเทพฯ ภายในวันที่ 23 สิงหาคม

***ดังนั้นในวันพิธีเสกวัดเซนต์หลุยส์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1957 

    จึงมีประมุขมิสซังต่างๆ เข้าร่วมในพิธีถึง 10 องค์

 

 

 

ภาพบรรยากาศงานเลี้ยงในโอกาสเสกและเปิดวัดเซนต์หลุยส์ ที่บ้านผู้จัดการธนาคารอินโดจีน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1957

 

เสกวัดเซนต์หลุยส์ :  25 สิงหาคม ค.ศ.1957 (พ.ศ.2500)

          นับเป็นเวลาปีหนึ่งเต็ม ๆ ที่เราผ่านไปทางถนนสาธร จะพบคนงานกำลังก่อสร้างวัดหลังหนึ่ง หลังคางุ้มใหญ่มหึมา ฝาผนังล้อมด้วยอิฐแดง   และในที่สุด วัดนี้ก็สร้างสำเร็จเป็นตัวตน พอที่จะทำการเสก ณ วันฉลองนักบุญหลุยส์ อันเป็นชื่อของวัดนี้ได้         

          เช้าตรู่ของวันที่ 25 สิงหาคม สัตบุรุษจากที่ต่าง ๆ เริ่มทยอยกันมาจับจองที่นั่งภายในวัด ประมาณ 08.00 น. ที่นั่งทั้งหมดก็ถูกจับจองเต็มแล้ว  ภายในวัดงดงามประณีต แลไปทางไหนก็มีแต่อิฐแผ่นใหญ่เรียงกันได้ระเบียบเรียบร้อย  ตัววัดทำเป็นรูปกางเขน พระแท่นใหญ่อยู่ใต้ระฆังกลางวัด  บนพื้นซึ่งยกขึ้นมาสูงกว่าพื้นวัดประมาณเมตรกว่า ๆ ทำแท่นด้วยหินอ่อนอิตาเลียน สีน้ำตาลแห่และอ่อนสลับกัน  ส่วนพื้นแท่นและขึ้นบันได เป็นหินอ่อนสีเขียว  เหนือหน้าแท่นมีรูปพระเยซูเจ้าตรึงกางเขนสง่างาม  เมื่อเปิดไฟรอบ ๆ เป็นขอบพอดี  ข้างแท่นใหญ่กลางวัด ยังมีแท่นเล็ก ๆ อีก 3 แท่น  และมีที่ล้างบาปทำด้วยหินอ่อนหนึ่งที่

          บริเวณนอกรั้ววัด ด้านติดกับถนน แออัดไปด้วยผู้คน จนล้นหลามออกนอกมุข มีทั้งคนไทย คนจีน ฝรั่งชาติต่าง ๆ ล้วนเป็นคริสตชน เป็นลูกของพระเป็นเจ้าทั้งนั้น  ฝ่ายพ่อค้าแม่ค้า ขายเครื่องดื่มของว่าง ต่างก็ถือโอกาส มาตั้งร้านขายของชั่วคราว เป็นที่บรรเทาความกระหายน้ำของเหล่าเด็ก และผู้มาร่วมพิธีได้เป็นอย่างดี  ทางด้านถนนสาธร มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร จำนวน 6 นาย มาคอยช่วยจัดระเบียบ จัดหาที่จอดรถ และให้คนข้ามถนน ฯลฯ  พอถึงเวลา 09.00 น. ผู้คนยิ่งมามากทวีขึ้น  หน้าวัดมีเด็กหญิงนำหนังสือชีวประวัตินักบุญหลุยส์กษัตริย์  เรียบเรียงโดย อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา  มาจำหน่ายเป็นการช่วยงานวันนี้

          ภายในบริเวณวัด มีการกางเต็นท์ ไว้สำหรับคณะหัสดนตรีของชาววัดลำไทรคลอง 12  ในความควบคุมของคุณพ่อ อาแบล   ที่มาช่วยบรรเลงเพลงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความครึกครื้นแก่งานนี้

 พอถึงเวลา 09.30 น. ตรง  ดนตรีได้เริ่มบรรเลงเพลงมาร์ช ของพระสันตะปาปา  ขบวนแห่นำโดย พระสงฆ์, พระสังฆราช  กำลังออกมาจากสำนักพระสังฆราช มาตามถนนลาดปูน มุ่งยังประตูหน้าวัด   พระสงฆ์หลายสิบองค์ ตามด้วยขบวนพระสังฆราช ผู้ได้รับเชิญมาในพิธีเสกวัดนี้  เริ่มด้วย พระสังฆรักษ์ ดูฮาร์ด   กับพระสังฆราช มงคล     ถัดมาเป็นพระสังฆราช สงวน   เดินคู่มากับพระสังฆราช บลุสแดร็ก, พระสังฆราช ลาก๊อสต์   มาคู่กับพระสังฆราช คาเร็ตโต,      และท้ายสุดได้แก่ พระสังฆราชบาเยต์   จบขบวนของพระสังฆราชแล้ว ก็ถึงขบวนของ อัครสังฆราช ที่มาร่วมงาน 2 องค์

  

ได้แก่ พระอัครสังฆราชฟาลิแอร์ และ พระอัครสังฆราชบาแซ็ง  สุดท้ายคือ คณะเด็กช่วยมิสซา และ ฯพณฯ หลุยส์ โชแรง ผู้เป็นประธานในพิธี

  

 

  

 

พิธีกรรมในการเสกวัดนับว่ายืดยาว มีการขับร้อง แล้วพระสังฆราช ผู้ประกอบพิธี เดินสาดน้ำเสกไปทั่ววัด ทั้งบนพื้น ทั้งตามฝาผนัง ทุกบริเวณของวัดก็ว่าได้  นับขับร้อง ร้องเพลง บทเร้าวิวอนนักบุญทั้งหลาย จบพิธีเสกวัด จึงเริ่มการถวายบูชามิสซาครั้งแรก อย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร

เหล่าอัครสังฆราช และสังฆราช ต่างประจำที่ของตนรอบแท่น  ส่วนพระสงฆ์ประจำที่ ม้านั่งแถวหน้าขวา ข้างซ้ายเป็นเหล่าแขกฆราวาสผู้รับเชิญ 

         

 

 

คณะภคินีจากสำนักต่าง ๆ หลายชาติ หลายภาษา

ประจำที่ทางปีกขวาของวัดใกล้พระแท่นด้านโรงพยาบาล

ส่วนภราดาอีกประมาณ10 องค์ มีที่นั่งอยู่ข้างพระแท่นทางด้านตรงข้าม

 

 

 

 

 

 

 

คณะนักขับจากสามเณราลัยศรีราชา ประมาณ 40 องค์

นำโดย คพ.จำเนียร กิจเจริญ ร่วมขับร้องเพลงในพิธีกรรมตลอดมิสซานี้

 

 

 

 

 

 

นถึงเวลาประมาณ 11.30 น. พิธีกรรมได้เสร็จสิ้นลง

ฉลองโดยทั่วหน้ากัน  อย่างเรียบร้อย  ด้วยความปิติยินดีของผู้ที่มาร่วมงาน

 


 
 
             หลังเสร็จพิธีเสกวัดแล้ว ได้มีการจัดงานลี้ยงรับรอง ให้กับบรรดาแขกผู้รับเชิญ ที่โรงแรม  ทั้งนี้เนื่องจากบ้านพักพระสังฆราช แม้ที่สำนักพระสังฆราชเอง ก็ไม่อาจบรรจุแขกผู้รับเชิญทุกท่านได้ แขกผู้รับเชิญที่ไปร่วมในงานเลี้ยงนี้ ได้แก่ พระอัครสังฆราช, พระสังฆราช ตามด้วยพระสงฆ์ ภราดา และฆราวาสบางคน เช่น สถาปนิกที่ดูแลงานก่อสร้างวัด และ ดร.เลิศ ประธาน กิจการคาทอลิก  รวมได้ประมาณ 100 คน   ระหว่างการรับประทานอาหาร  ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก็แสดงสุนทรพจน์แสดงความยินดี ที่ได้มาร่วมในพิธี การเสกวัดเซนต์หลุยส์นี้  ท่านสถาปนิก และดร.เลิศ ก็กล่าวสุนทรพจน์เช่นกัน   ที่สุด ฯพณฯ พระสังฆราช หลุยส์ โชแรง ได้กล่าวขอบคุณทุกท่าน พร้อมกับขอมอบวัดเซนต์หลุยส์นี้ ให้เป็นที่พักผ่อนของเหล่าวิญญาณ ซึ่งเหน็ดเหนื่อย จากการเดินทางในโลกนี้ ก่อนที่ท่านักบุญหลุยส์ จะได้นำพาเขา เข้าสู่การพักผ่อนอันเป็นนิรันดร ในพระนครเยรูซาเลมแห่งสวรรค์