คอลัมน์”คนข้างวัด” : เก็บเกี่ยวความรู้สึก

16
Nov

เก็บเกี่ยวความรู้สึก

ในขณะที่เดินทางเพื่อทำกิจวัตรในทุกเช้า หลายครั้งเริ่มเห็นคนหน้าตาเดิม ๆ เดินทางร่วมกันบนเส้นทางเดียวกัน บางคนเดินสวนกัน แต่เราไม่เคยพูดคุยกัน นี่คือวิถีคนเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมี ที่พ้นผ่านไปโดยมิได้รู้สึกรู้สาต่อกัน จนกลายเป็นนิสัยที่เรามักไม่ค่อยจะใยดีต่อผู้คนรอบข้าง เรามักจะอยู่ในโลกของเรา ขึ้นรถได้ก็เอามือถือมาถูไถ เอาหูฟังมาสวมใส่ ตาก็จ้องมองดูโลกกว้างบนจอเล็ก ๆ ต่างคนต่างไม่เคยมองหน้ากลัวจะมีเรื่อง นานวันเข้าเราก็เริ่มที่จะไร้ความรู้สึกต่อคนที่อยู่ตรงหน้า ไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริง พูดคุยได้แสดงความรู้สึกแบบฉาบฉวยได้อย่างไม่เคอะเขินในที่แห่งหนนั้นบนอากาศ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเราต่างคนต่างทิ้งขว้างความเมตตา ทิ้งขว้างน้ำใจดีต่อกัน เกิดความระแวงว่าคนนั้นจะคิดไม่ดีต่อเรา มองเราในแง่ไม่ดี จนบางครั้งต้องทำตัวอย่าไปแคร์คนอื่น ช่างเขาเถอะ เพื่อความสบายใจ กระแสสังคมกดดันให้เราต้องต่างคนต่างอยู่ อย่าไปวุ่นวายต่อกัน(บางกรณีถือเป็นเรื่องที่ควรทำ) แต่วันนี้เราเป็นแบบนี้กันทุกครั้งทุกกรณีไปจนหัวใจไร้ความรักไร้รากแห่งเมตตาไปเสียแล้ว…..

“การเป็นคนอารมณ์ดีถือว่าเราได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้า พ่อสวดขอพระเจ้าทุกวันให้พ่อเป็นคนอารมณ์ดี พ่อสวดบทภาวนาของนักบุญโทมัส มอร์ ด้วยนะที่สวดว่า “โปรดประทานให้ลูกเป็นคนขำขันอารมณ์ดี” พ่อสวดขอพระเจ้าโปรดช่วยให้พ่อหัวเราะบ่อย ๆ เวลามีคนมาเล่าเรื่องตลกให้ฟัง เพราะการเป็นคนอารมณ์ดีคือคติในการดำเนินชีวิตของพ่อด้วย”

พ่อเป็นภูมิแพ้พวกประจบสอพลอ มันเป็นโดยธรรมชาติเลยนะ! การประจบไม่ใช่เรื่องดี การประจบคนอื่นคือการใช้คนอื่นเพื่อปกปิดความต้องการแท้จริงของเราในการได้รับอะไรบางอย่าง น่าละอายมาก … ส่วนเรื่องการพูดจาให้ร้ายตัวพ่อหน่ะหรือ พ่อรับได้ เพราะพ่อเป็นคนบาป พ่อรู้ตัว เวลาคนใส่ร้ายหรือนินทาพ่อ มันไม่ทำให้พ่อกังวลหรอกนะ”คำสัมภาษณ์สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส

สามารถติดตามอ่านบทความ“คนข้างวัด”และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่   

www.konkhangwat.blogspot.com www.facebook.com/คนข้างวัด